หน้าที่
หัวข้ออื่นๆนอกเหนือเมนูด้านซ้าย
E-Service
รายงานผลการสำรวจความพึงพอใจการให้บริการ
ข้อมูลเชิงสถิติการให้บริการ
รายงานการกำกับติดตามการดำเนินงานประจำปี รอบ 6 เดือน
อำนาจหน้าที่ของเทศบาล
รายงานผลการจัดซื้อจัดจ้าง/จัดหาพัสดุประจำปี
แผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปี
 
 
ประวัติความเป็นมาของบ้านเมืองหงส์ โดยสังเขป
 
เรียบเรียงข้อมูลโดย พระสมนึก   ภูริปัญโญ
 
 มิถุนายน ๒๕๓๕
 
(ต้นฉบับ เป็นแบบมือเขียน หากพิมพ์ผิดตกก็ขออภัยด้วยครับ เจตนาผู้พิมพ์ คืออยากร่วมเก็บรักษาประวัติของบ้านเมืองหงส์ ไว้ให้ลูกหลานได้ ศึกษา หรือ สืบค้น จึงไดจัดพิมพ์เป็นแบบดิจิตอล เมื่อ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๕    )
 
ประวัติและความเป็นมาของบ้านเมืองหงส์นี้  ค้นคว้าจาก ประวัติความเป็นมาของเมืองร้อยเอ็ด และประวัติความเป็นมาของเมืองร้อยเอ็ดนั้นได้จากตำนานอุรังคธาตุ หรือตำนานพระธาตุพนม ดังจะขอคัดลอกนำมาเสนอ ต่อไปนี้
 
ในหนังสืออุรังคธาตุ หรือตำนานพระธาตุพนม ปรากฏข้อความตอนหนึ่งว่า พระอรหันต์ ทั้ง ๕ หลังจากร่วมกันซ่อมอุรังคธาตุแล้ว ได้บันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มสร้างพระธาตุ โดยจาร หรือ จารึกใส่ลานทอง ที่นครสาเกต ๑๐๑ ประตู ต่อมามีผู้นำไปอินเดีย ในยุคนี้พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้นำไปไว้ในโลหะปราสาทซึ่งพระยาอภัยทุฏฐคามณี สร้างขึ้นที่เกาะลังกา เมื่อพระมหาพุทธโฆษาจารย์ไปลังกา จึงได้คัดลอกจำลองใส่ลานทองมาไว้ที่เมืองอินทปัฐนคร (กัมพูชา) เป็นเวลาช้านาน
 
ครั้นเมื่อพระยาโพธิสารราช ขึ้นครองราชย์สมบัตินครหลวงพระบาง เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๔๐ ในราชวงศ์ล้านช้าง (พ.ศ. ๒๐๗๓ – ๒๑๐๓) พระองค์ทรงได้นางในนครอินทรปัฐเป็นบาทบริจา พระบิดานางนั้นได้ถวายนิทานพระธาตุนี้แก่พระองค์ และคงจะมีการ “ทำบุญสร้างหนังสือ” คือการคัดลอกกันมาหลายชั่วคน โดยจารลงในใบลาน เป็นตัวหนังสือธรรมและไทยน้อยจนกระทั่งตกมาถึง หอสมุดแห่งชาติกรุงเทพมหานคร ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งได้จากเพชรบูรณ์เป็นเรื่องพระธาตุพนมโดยย่อ อีกฉบับหนึ่ง กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม มอบให้หอสมุดแห่งชาติในปี ๒๔๖๔ เรียกชื่อว่า อุรังคธาตุ เป็นหนังสือผูกใบลาน รวม ๗  ผูก
 
นิทานอุรังคธาตุ หรือตำนานพระธาตุพนมมีหลายกัณฑ์
 
กัณฑ์ที่ ๑ กล่าวถึงกำเนิดของแม่น้ำ ห้วยหนองคลองบึง เริ่มตั้งแต่ทะเลสาบหนองแส ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน แล้วพรรณนาบ้านเมืองในสมัยโบราณ จนกระทั่งถึงสมัยสร้างพระธาตุ และสมัยต่อมาที่มีการซ่อมแซมพระธาตุครั้งแรก แล้วจารึกประวัติศาสตร์ไว้
 
กัณฑ์ที่ ๒ พุทธประวัติ กล่าวถึงการเผยแพร่พระพุทธศาสนา โดยการสร้างพระรอยพระพุทธบาทในที่ต่างๆ ซึ่งเป็นยุคก่อนจะมีพระพุทธรูป ตลอดจนการทำให้พวกนาค ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา
 
กัณฑ์ที่ ๓ อุรังคนิพาน บรรยายถึง การก่อสร้างพระธาตุ โดยเจ้านครต่างๆ ที่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา แบ่งหน้าที่กันก่อสร้าง และทรงบริจาคทรัพย์สิ่งของเป็นพุทธบูชา
 
กัณฑ์ที่ ๔ เทพเจ้าสโมสร คือ เมื่อก่อสร้างพระธาตุสำเร็จแล้ว ก็ถึงขั้นตบแต่งประดับประดา เฉลิมฉลองกันเป็นการใหญ่
 
กัณฑ์ที่ ๕ เหตุการณ์บ้านเมือง บรรยายถึงความเป็นไปของท้าวพระยา และบ้านเมือง น้ำท่วมเมืองหนองหานหลวง และหนองหานน้อย พ่อคำบาง เมืองสกลนคร นำพลอพยพไปสู่บริเวณที่ตั้งเมืองเวียงจันทน์ เหตุการณ์ทางนครจุฬนี นครอินทรปัฐถ์ นครศรีโคตรบูร นครสาเกต ประชากรนครสาเกต อพยพไปอยู่ริมฝั่งโขง ไปตั้งบ้านเมืองทางหนองคาย “ บุรีจัน – อ้วยล้วย” ขึ้นครองราชย์นคร เวียงจันทน์ เร่งบำรุงพระพุทธศาสนา
 
กัณฑ์ที่ ๖ การปฏิสังขรณ์ พระอุรังคธาตุ ครั้งแรก การก่อสร้างพระธาตุบังพวน พระธาตุเมืองลา หนองคาย พระธาตุอิงฮัง การบรรจุพระบรมธาตุใหม่ ในพระอุรังคธาตุ การทำพุทธบูชา และสถานการณ์เมือง ๑๐๑ ประตู (สิบเอ็ดประตู)
 
นครรัฐต่างๆ ทางตะวันออกของแหลมทอง
 
จากการจารึก เป็นลายลักษณ์อักษร ในหนังสือผูก เรื่องนิทานอุรังคธาตุนี้ จะเห็นได้ว่า ประชาชนพลเมือง ในอาณาบริเวณที่มีส่วนร่วม หรือมีบทบาทในการร่วมสร้างพระอุรังคธาตุ ครั้งนั้น และระยะเวลาใกล้เคียงกัน มีการปกครองแบบ นครรัฐ (City State) ดังต่อไปนี้
 
๑. นครจุฬนีพรหมทัต อยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง ในพงศาวดารโยนกได้แก่ แคว้นตังเกี๋ยในญวนเหนือ มีอาณาเขตคลุมถึง ดินแดนสิบสองจุไท (จุ- พวกหรือหมู่เหล่า) เพื่อพระยาจุฬนีพรหมทัต ผู้ร่วมสร้างพระอุรังคธาตุ ล่วงลับไปแล้ว พระยาปุตตจุฬนีผู้เป็นโอรส ได้ครองเมืองแทน และได้มาบูรณะพระธาตุ ร่วมกับพระยาสุมิตธรรมวงสา แห่งมะรุกขะนคร กษัตริย์วงศ์โคตรบูร ด้วย
 
๒. นครอินทปัตถะ อยู่ทิศใต้นครศรีโคตรบูร ได้แก่รัฐกัมพูชาสมัยโบราณ เมื่อพระยาอินทปัฐถ์ผู้มาร่วมสร้างพระธาตุล่วงลับไปแล้ว พระยาจุลอินทปัฐถ์ ผู้เป็นอนุชา ได้ครองเมืองแทน และต่อมาได้ร่วมงานบูรณะพระธาตุอีก ในขณะพระชนม์ได้ ๑๓ ขวบ เคยมาร่วมในงานสร้างอุบมุง บรรจุพระบรมธาตุที่ภูกำพร้า ด้วย
 
๓. นครหนองหานหลวง อยู่บริเวณหนองหานสกลนคร มีพระยาสุวรรณภิงคาร เป็นผู้ครอง ได้ทรงสร้างพระธาตุเชิงชุม สวมรอยพระพุทธบาท และพระมเหสีพระนามว่าพระนางนารายน์เจงเวง ได้สร้างพระธาตุนาเวง ใกล้เมืองสกลนครเดี๋ยวนี้ เพื่อรอบรรจุพระอุรังคธาตุ แต่ไม่สมประสงค์ จึงได้แต่พระอังคารบรรจุไว้
 
๔. นครหนองหานน้อย ตั้งอยู่ถัดจากหนองหานหลวงไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ได้แก่ บริเวณหนองหาน
 
กุมภวาปีเดี๋ยวนี้ มีพระยาคำแดง ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับผู้ครองนครหนองหานหลวง เป็นเจ้าครองนคร
 
          เจ้านครหนองหาน ทั้งสองนี้ ได้ต้อนรับขบวนนำพระบรมธาตุมาครั้งแรก และได้มาร่วมก่อสร้างจนสำเร็จ เมื่อทั้งสองพระองค์ล่วงลับไปแล้ว เกิดน้ำท่วมใหญ่จนหนองหานทั้งสอง มีน้ำไหลลัดถึงกัน ประชากรทั้งหลายอพยพหนีน้ำไปอยู่ห้วยเก้าคดเก้าเลี้ยว บริเวณที่ตั้งเมืองเวียงจันทน์
 
          ๕. นครศรีโคตรบูร เป็นแคว้นที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุ   เดิมตั้งอยู่ใต้ปากเซบั้งไฟ ซึ่งไหลตกน้ำโขง ตรงข้ามพระธาตุพนม ครั้งพระเจ้าศรีโคตรบูรล่วงลับไปแล้ว พระยานันทเสน พระอนุชา ขึ้นครองนครแทน ต่อมาเป็นเวลา ๑๓ ปี พระองค์ได้ร่วมสร้างพระอุรังคธาตุเป็นครั้งแรก เมื่อทิวงคตแล้วมีการย้ายนคร ไปตั้งอยู่ทางเหนือพระธาตุ ชื่อว่า มะรุกขะนคร
 
          ๖. นครกุลุนทะ หรือ อโยธยา บางท่านสันนิษฐานว่า อยู่ทางภาคกลาง อาจเป็นบริเวณศรีสัชนาลัยก็ได้ แต่ถ้าวิเคราะห์ดูตามท้องเรื่องของนิทานอุรังคธาตุแล้ว อาจจะเป็นบริเวณ พระธาตุหนองสามหมื่น อำเภอเกษตรสมบูรณ์ ก็ได้ เพราะอยู่ใกล้เขาพระยาผ่อ ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกัน
 
          ๗. สครสาเกต หรือ ๑๐๑ ประตู (สิบเอ็ดประตู) อยู่ที่ตั้งจังหวัดร้อยเอ็ดในปัจจุบัน มีพระยาสุริยะวงษาครอง ครั้นทิวงคตแล้วบ้านเมืองแตกสลาย ประชากรอพยพไปอยู่ทางจังหวัดหนองคาย เดี๋ยวนี้
 
          มีคำกลอนบทหนึ่ง เกี่ยวกับเมืองนี้ว่า
 
          “ เมืองสิบเอ็ดผักตู สิบแปดป่องเอี้ยม ซาวก้าวแม่ขั้นบันได ” ทั้งนี้ก็เพราะว่าได้มีการก่อสร้าง วิหารหลังสูง ๖ ชั้น ขึ้นที่กลางเมือง คือกลางบึงพลาญชัย ให้มีบันได ถึง ๒๕ ขั้น มีหน้าต่าง ๑๘ ช่อง มีประตู ๑๐๑ ช่อง (โบราณอ่านว่า สิบเอ็ด)
 
          มีตำนาน ผาแดง – นางไอ่ ตอนหนึ่งว่า “ บึงพลาญชัยนี้ บั้งไฟขนาดมหึมาของพระยาขอม ตกลงมาจนกลายเป็นบึง”
 
          ในสมัยของ พระเจ้าสุริยะวงสา ธรรมิกราชนั้น มีเมืองขึ้น อยู่ ๑๑ เมือง มีทางเข้า ๑๑ ประตู โดยถึอเป็นสัญลักษณ์พิเศษ ของนครนี้ คือ
 
          ด้านทิศเหนือ
 
          ๑. ประตูเมืองฟ้าแดด (บ้านฟ้าแดดสูงยาง / อำเภอกมลาไสย)
 
          ๒. ประตูเมืองสีแก้ว (บ้านสีแก้ว อำเภอเมืองร้อยเอ็ด)
 
          ๓. ประตูเมืองเชียงเหียน (บ้านเชียงเหียน อำเภอเมืองมหาสารคาม)
 
          ด้านทิศตะวันตก
 
          ๔. ประตูเมืองเปือย (บ้านเมืองเปือย อำเภอเมืองร้อยเอ็ด)
 
          ๕. ประตูเมืองทอง (บ้านเมืองทอง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด)
 
          ๖. ประตูเมืองหงส์ (บ้านเมืองหงส์ อำเภอจตุรพักตรพิมาน)
 
          ด้านทิศใต้
 
          ๗. ประตูเมืองบัว (บ้านเมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย)
 
          ๘. ประตูเมืองคอง (อยู่บริเวณอำเภอเมืองสรวง)
 
          ด้านทิศตะวันออก
 
          ๙. ประตูเมืองเชียงขวง (บ้านจาน อำเภอธวัชบุรี)
 
          ๑๐. ประตูเมืองเชียงดี (บ้านหัวโนน อำเภอธวัชบุรี)
 
          ๑๑. ประตูเมืองไพ (บ้านเมืองไพ อำเภอเสลภูมิ)
 
 
 
          รายละเอียดเกี่ยววกับเมืองสาเกต ซึ่งปรากฏอยู่ในตำนาน อุรังคธาตุ มีว่า ครั้งนั้น อาณาประชาราษฎร์ทั้งหลายที่เป็นชาวต่างประเทศ เห็นว่านครนี้ สมบูรณ์ไปด้วยเครื่องอุปโภค บริโภค ก็พากันหนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งบ้านเรือนอยู่คราวละเล็กละน้อย บ่มิได้ขาด ตั้งแต่นั้นมาผู้คนในราชอาณาจักรของพระองค์ ก็จึงมีมากและเป็นราชธานีใหญ่กว่าราชธานี ของท้าวพระยาทั้งหลาย โดยมีจำนวนพลเมืองที่ใช้ในราชการได้ถึง ๔,๗๘๙,๐๐๐ คน
 
          ครั้งนั้น พระองค์ทรงตั้งอำมาตย์ขึ้นหลายคน 
 
คนที่ ๑ มีนามว่า “หมื่นพืชโลก” ให้มีบริวาร ๕๐,๐๐๐ คน ครั้นถึงฤดูกาลพืช ข้าวกล้า ส้มสุกลูกไม้ บังเกิดขึ้น ให้หมื่นพืชโลกและบริวาร เป็นผู้ดูแล แบ่งปันให้แก่พลเมืองทั้งหลาย เพื่อป้องกันมิให้บังเกิดการทะเละวิวาทซึ่งกันและกัน
 
          คนที่ ๒ ทรงตั้ง อโนชิต เป็นหมื่นกลางโฮง เป็นคนดูแลในพระราชฐานทั้งสิ้น
 
          คนที่ ๓ ทรงตั้งอำมาตย์อีกผู้หนึ่ง สำหรับจัดการบ้านเมือง ให้ชื่อว่า หมื่นหลวงกลางเมือง
 
          คนที่ ๔ ทรงตั้งให้เป็นหมื่นชุมนุมเมือง
 
          คนที่ ๕ ทรงตั้งให้เป็นหมื่นฮามเมือง นับตั้งแต่คนที่ ๓ ถึงคนที่ ๕ ทั้งสามคนนี้ เป็นใหญ่กว่าเสนาทั้งหลาย
 
          ส่วนหมื่นแก่ นั้น ให้เป็นผู้ว่ากล่าว ตักเตือนราษฎรชาวเมือง และสร้างฮั้วเวียง กำแพงนคร มีบริวาร ๕๐,๐๐๐ คน แล้วพระองค์ทรงสร้างพระพุทธศาสนา วัดวาอาฮาม กะตึบ กะฎี วิหาร ก่อด้วยหินมุกค์ เป็น ๖ ชั้น มีสัณฐานประดุจดั่งชั้นฟ้า ทั้ง ๖ เจาะเป็น ๑๐๑ ประตู ฮุ่งเฮืองงามยิ่งนัก เหมือนเมื่อครั้งพระศาสดา ยังทรงพระชนม์อยู่ คณานับ พระภิกษุสงฆ์ ในพระนครได้ ๒๐,๐๐๐ รูป สามเณร ๑๓,๐๐๐ รูป ผ้าขาวดาบส ๗๗,๙๐๐ คน และทรงตั้งบุคคลผู้หนึ่งให้เป็นผู้ดูแล ฝ่ายพระพุทธศาสนา ให้ชื่อว่า ขุนปฏิบัติ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ 
 
          ส่วนราษฎรนอกนั้น ให้หมื่นแก่เป็นหัวหน้าก่อสร้างกำแพงพระนครให้มี ๑๐๑ ประตู และให้สร้างสะพาน ในอันควรข้ามทุกแห่ง กิติศัพท์อันนี้ก็พุ่งไปทั่วทิศานุทิศ
 
          “ประวัติบ้านเมืองหงส์” ซึ่งรวบรวมโดย อาจารย์ยรรยง หงส์ชารี    กล่าวว่า “ค้นคว้าจากตำนานอุรังคธาตุ ซึ่งเป็นหนังสือใบลาน จารด้วยอักขระไทยน้อย ได้จากหอไตรวัดหลวง (เมืองหลวงพระบาง) มีข้อความพิสดาร ถึง ๑๓ ผูกใบลาน และอรรถกถาจารย์ได้แปลเป็นหนังสือไทยไว้ ในประวัติดังกล่าว มีข้อความสำคัญซึ่งขออนุญาตตัดทอนนำมาเสนอ เพื่อเป็นแนวทางการศึกษา ดังต่อไปนี้
 
          ประวัติเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งแบ่งไว้ ๓ สมัย คือ
 
          ๑. สมัยพุทธกาล
 
          ๒. สมัยผาแดง
 
          ๓. สมัยอยุธยา และรัตนโกสินทร์
 
          เมืองร้อยเอ็ด (สมัยพุทธกาล) ปรากฏตามตำนานพระอุรังคธาตุว่า ปางเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ได้แปดปีปลายแปดเดือนนั้น พระมหากัสสปะอัครสาวก พระอรหันต์ ผู้ใกล้ชิดพระพุทธองค์ ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้า ดำเนินไปยังเมืองบูรพาแห่งชมพูทวีป จากกุฉินารายณ์ – ปาวา เพื่อไปประดิษฐาน ณ ดอยกัปปนะคีรี (ภูกำพร้า) ตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงดำรัสไว้เป็นปัจฉิมพจน์ 
 
          ณ เมืองบูรพาแห่งชมพูทวีปนั้น อดีตกาลนานมาแล้ว มีมหานครอยู่ ๔ นคร คือ
 
          ๑. เมืองสกลนคร (จังหวัดสกลนคร)
 
          ๒. เมืองสาเกตุนคร (จังหวัดร้อยเอ็ด)
 
          ๓. เมืองมรุกขนคร (เมืองธาตพนม เมืองป่าไม้ลวก)
 
          ๔. เมืองอินทรปัฏนคร (เมืองนครพนมเปญ)
 
          เมืองบูรพาแห่งชมพูทวีปนั้น เมืองสาเกตนครนั้นเป็นเมืองใหญ่อยู่ศูนย์กลางเมืองขึ้นน้อยใหญ่ทั้งหลาย เมืองสาเกตนคร (เมืองร้อยเอ็ด) มีเจ้าผู้ครองนคร ชื่อ พระเจ้ากุลุนทะ มีเมืองขึ้นในขอบขันธสีมา ๑๐๑ เมือง (๑๐๑ อ่านว่า สิบเอ็ด) มีทางเข้าสู่เมือง ๑๑ ทาง จึงมีประตูเมือง ๑๑ ประตู
 
          พระเจ้ากุลุนทะครอบครองเมืองสาเกตนครนานเท่าไรไม่ปรากฏระยะเวลาในตำนานพระอุรังคธาตุ บางแห่งเรียก “อาณาจักรกุลุนทะ” เมืองสาเกต จึงเป็นเมืองหลวงของอาณาจักร กุลุนทะ ราวๆ สมัยต้นพุทธกาล ฯ
 
          และนอกจากนี้ยังมีหนังสือ “ประวัติพระธาตุหลวง” (เจดีย์โลกจุฬมณี) นครเวียงจันทน์ (ต้นฉบับเดิมเป็นภาษาลาว) ได้กล่าวถึงตำนานพระอุรังคธาตุและเมืองต่างๆ ซึ่งรวมทั้ง เมืองสาเกตนครไว้แปลกต่างจากเนื้อความ ที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้นอีก และจะขอนำเอาเฉพาะข้อความบางตอนที่เกี่ยวกับตำนานอุรังคธาตุ และเมืองสาเกตนคร มาเสนอเปรียบเทียบไว้ในที่นี้ ดังต่อไปนี้
 
          พระธาตุหลวง หรือ พระเจดีย์โลกจุฬมณี แห่งนครหลวงเวียงจันทน์ มีประวัติกล่าวไว้ในหนังสืออุรังคนิทาน หรือ อุรังคธาตุ ว่าได้สร้างขึ้นในสมัยเดียวกันกับ การก่อตั้งเมืองเวียงจันทน์ครั้งแรก ลุนหลังจากการสร้างพระธาตุพนมแล้ว ผู้สร้างคือพระเจ้าจันทบุรีประสิทธิศักดิ์ (จันบุรีอ้วยล้วย) เจ้านครเวียงจันทน์คนแรกพร้อมกับพระอรหันต์ ๕ องค์ (สร้างพระธาตุหลวง)
 
          ข้อความสำคัญในหนังสืออุรังคนิทาน กล่าวไว้ว่า
 
          “เมื่อพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรินิพพานแล้วได้ ๘ ปีปลาย พระมหากัสปะเถระได้นำเอาอุรังคธาตุ คือ กระดูกหัวอก ของพระพุทธเจ้า มาประดิษฐานไว้ที่ภูกำพร้า ซึ่งเรียกว่า ดอยกปณะคีรี ในเวลาก่อพระธาตุครั้งแรกที่ภูกำพร้านั้น ได้มีกษัตริย์ ทั้ง ๕ นคร มาร่วมชุมนุมกัน คือ
 
          ๑. พระยาสุวรรณภิงคาร เจ้าเมืองหนองหานหลวง (ภังคี)
 
          ๒. พระยาคำแดง เจ้าเมืองหนองหานน้อย (ผาแดง)
 
          ๓. พระยานันทะเสน เจ้าเมืองมะรุกขะนคร หรือเมืองท่าแขกเก่า
 
          ๔. พระยาอินทปัฐนคร เจ้าเมืองอินทปัฐประเทศเขมร
 
          ๕. พระยาจุฬณีพรหมทัต เมืองแกวประกัน (คือเมืองเชียงขวาง)
 
          ต่อมา เมื่อพระยาสุวรรณภิงคาร เมืองหนองหานหลวง และพระยาคำแดง เมืองหนองหานน้อย สุรคตตายไปแล้ว เลยเกิดน้ำท่วมเมืองทั้งสองไหลล่วงถึงกัน ชาวเมืองทั้งสองจึงอพยพหนีขึ้นไปตั้งอยู่แคม (ฝั่ง – ริม –ผู้เขียน) น้ำของ (โขง)   ในพวกอพยพนี้ มีผู้หนึ่งชื่อ “ท้าวคำบาง” เป็นน้าบ่าวของพระยาสุวรรณภิงคาร เมืองหนองหานหลวง ได้พาบ่าวไพร่บริวาร ขึ้นมาตั้งเมืองใหม่อยู่แคมห้วยเก้าคดเก้าเลี้ยว ใกล้แม่น้ำของ ใส่ชื่อเมืองใหม่ว่า “สุวรรณภูมิ”
 
          ในเวลานั้น มีชายคนหนึ่งชื่อ “บุรีจัน” ได้พาญาติพี่น้องมาตั้งอยู่แคมช่องแก ปากหนองคันแทเสื้อน้ำ เรียกันว่า บ้านหนองคันแทเสื้อน้ำ ในปางนั้นมีพระอรหันต์สององค์มาโปรดชาวบ้านหนองคันแทเสื้อน้ำฯ บุรีจัน หัวหน้าบ้านหนองคันแทเสื้อน้ำได้เป็นผู้อุปัฏฐาก พระอรหันต์สององค์นี้
 
          และในสมัยเดียวกันนี้ ทางเมืองสาเกตนคร (คือเมืองร้อยเอ็ด) ก็เกิดความวุ่นวาย เนื่องด้วยมีข้าศึกชาวเมือง กุลุนทะนคร คือ ทวารวดีอยุธยา ยกมาราวีรบกวน ชาวเมืองสาเกตนคร จึงแตกหนีมาพึ่งท้าวคำบาง
 
          หมื่นหลวงกลางโฮง กับหมื่นนันทะอาฮาม ได้พาเอา “เจ้าสังขะวิชชากุมาร” กับครัวบ่าวไพร่สองแสนคนหนีขึ้นมา ในเวลานั้น “เจ้าสังขะวิชชา” ได้พาบ่าวไพร่แสนคน ตั้งบ้านอยู่หนองคาย และย้ายมาตามริมน้ำของ ถึงห้วยบังพวนหมื่นกลางโฮง พาครัวห้าหมื่นคน มาตั้งอยู่ห้วยคุคำ หมื่นนันทะอาฮาม พาครัวห้าหมื่นคนมาตั้งอยู่แคมห้วยนกยูง หรือห้วยน้ำโมง บริเวณนี้จึงมีคนอยู่หนาแน่น ต่อๆ มา ฯ
 
 
 
          หนังสือประวัติ “นครจัมปาศรี” และความเป็นมาของ “พระธาตุนาดูน” (อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม) ซึ่งได้ตีพิมพ์ออกเผยแพร่เมื่อเดือน ธันวาคม ๒๕๒๘ มีข้อความที่น่าสนใจซึ่งผู้เขียน ขอนำมาเสนอเพื่อเทียบเคียงเหตุการณ์ระยะเวลาของเรื่องราวที่ได้กล่าวไปแล้วดังต่อไปนี้
 
          นครจัมปาศรี เป็นอาณาจักรหนึ่งอยู่ในยุคเดียวกับศรีโคตรบอง (ศรีโคตรบูร) ทวารวดีอินทปัฐและเมืองสาเกต(เมืองร้อยเอ็ดประตู) หรือในยุคฟูนัน และเจนละของขอม (ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑ – ๑๓)
 
          ในพุทธศตวรรษที่ ๖ ซึ่งตรงกับรัชกาลของพระเจ้าสุมินทราช หรือ สุมิตตะธรรมวงศาธิราช แห่งอาณาจักรศรีโคตรบอง ได้ขยายอาณาเขตครอบคลุมหัวเมืองน้อยใหญ่ จากหนังสือพระธาตุเจดีย์วัดสำคัญ และพระครูยอดแก้วโพนสะเม็ด พิมพ์โดย กระทรวงธรรมการของประเทศลาว เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๗ เรื่อง ประวัติและพระธาตุศรีโคตรบอง หน้า ๑๑ เขียนไว้ว่า   “เมื่อพระเจ้าสุริยะวงษาสิทธิราชสวรรคตแล้ว เมืองสาเกตนคร (เมืองร้อยเอ็ด) ถูกกองทัพอาณาจักรวารวดีรุกราน
 
          แคว้นสาเกตหรือเมืองร้อยเอ็ดประตูในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยะวงศากับพระนางศรีรัตนเทวี ปกครองนั้น เดิมตั้งอยู่ที่บริเวณอำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
 
          เมืองสาเกต ยุคแรกนี้ได้เจริญรุ่งเรืองในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านการเมือง การทหารและพระศาสนา ด้วยพระองค์ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ปกครองบ้านเมืองให้เป็นสุขโดยถ้วนหน้า จนมีเมืองน้อยใหม่มาสวามิภักดิ์ และพึ่งบรมโพธิสมภาร ถึงร้อยเอ็ดเมือง ต่อมาได้รวมเอา กุลุนทะนคร เข้าเป็นเมืองเดียวกันกับเมืองสาเกตนคร และเรียกชื่อใหม่ว่า “เมืองร้อยเอ็ดประตู”
 
          ต่อมา พระยาอัฑฒะฝ่ายหน้า กับพระยาบุพพกุลุนทะนารายณ์ เกิดเป็นกบฏ บ้านเมืองเกิดระส่ำระสาย หัวเมืองน้อยใหญ่ที่เคยเป็นเมืองขึ้นเกิดการกระด้างกระเดื่องแข็งเมือง แยกตัวเป็นใหญ่ไม่ยอมเป็นเมืองขึ้น และในที่สุดก็ถูกกองทัพเมืองอื่นยกเข้าทำลาย ทำให้เมืองสาเกต หรือ ร้อยเอ็ดประตู ถึงความวิบัติ พระเจ้าสุริยะวงศา กับ พระนางศรีรัตนาเทวี สิ้นพระชนม์ ขณะนั้น สังขะวิชชากุมาร มีชันษาเพียง ๑ ชันษา ขุนนางผู้ใหญ่ ๒ ท่าน คือ หมื่นนันทะอาฮาม กับ หมื่น กางโฮงได้พาราษฎรพร้อมด้วย เจ้าสังขะวิชชากุมาร เข้ารายงานเหตุการณ์บ้านเมือง ต่อพ่อคำบาง เจ้าเมืองสุวรรณภูมิในสมัยนั้น    พ่อคำบาง เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ จึงให้ราษฎรที่อพยพมา ตั้งบ้านเมืองอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง โดยแบ่งเป็น ๓ กลุ่มดังนี้
 
          ๑. กลุ่มพ่อเลี้ยงนางนมของเจ้าสังขะวิชชากุมาร ให้ตั้งบ้านเรือนที่บริเวณอันเป็นที่ตั้งของจังหวัดหนองคายในปัจจุบัน และให้ชื่อว่า “เมืองลาหนองคาย”
 
          ๒. กลุ่มหมื่นนันทะอาฮาม ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากห้วยนกยูง หรือ “เวียงน้ำโมง”
 
          ๓. กลุ่มหมื่นนามกลางโฮง ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากห้วยคุกคำ ให้ชื่อเมืองว่า “เวียงคุก”

Download File  View File
 
 
 
 
 
 
 นางเศรนี บุญเหลี่ยม นายกเทศมนตรีตำบลเมืองหงส์
 
เช็คเมล์
คลิกและตอบแบบสอบถามออนไลน์
หน่วยงาน/บริษัท/ห้าง/ร้าน ประชาชนทั่วไป ผู้มีส่วนได้เสียภายนอกกับเทศบาลตำบลเมืองหงส์
นายกเทศมนตรี/คณะผู้บริหาร/ข้าราชการ/พนักงาน/ลูกจ้าง เทศบาลตำบลเมืองหงส์
เช็คเมล์
ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม
คู่มือสำหรับประชาชน ตาม พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ
รวมข้อทักท้วงของ สตง. ที่ควรศึกษาสำหรับท้องถิ่น
กำลังหางานทำ คลิกที่นี่เลย
ช่องทางบริการประชาชน  ศูนย์ดำรงธรรม
ราคากลางครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ล่าสุด
facebook  เมืองหงส์ หรือ QR Code  ด้านล่าง
ต้องสแกนโดย App  QR Code
สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย
ตรวจสอบสภาพดินฟ้าอากาศ กับกรมอุตุนิยมวิทยา
โหลดเพลงสำคัญในราชพิธี
สร้างอาชีพ 108 ทางเลือก ด้วยตัวเราเอง
อ่านข้อมูลของกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลเมืองหงส์
คำนวณระยะทางได้ที่นี่ครับ
เข้าสู่เว็บไซต์จังหวัดร้อยเอ็ด
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ดูผลงานรัฐบาล
กระทรวงมหาดไทย
รวมใจภักดิ์ ปลูกมเหสักข์ - สักสยามินทร์
รับฟังความคิดเห็นด้านกฎหมายไทย
ศูนย์ข้อมูลกลางกระทรวงมหาดไทยและจังหวัด
สรุปข่าวมติคณะรัฐมนตรี
สโมสรฟุตบอลร้อยเอ็ดยูไนเต็ด
ใบตรวจผล สลากกินแบ่งรัฐบาล
สมัครงาน